เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ในการศึกษาค้นคว้า
และพัฒนาเว็บไซต์ การทำกระด้งจักสานจากไม้ไผ่ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการทำกระด้งจักสานจากไม้ไผ่
คณะผู้จัดทำได้ศึกษาข้อมูลและ เอกสารที่เกี่ยวข้องดังนี้
2.1ภูมิปัญญา
2.2 เว็บไซต์ (Website)
2.3 Blog คืออะไร
2.1 ภูมิปัญญา
ภูมิปัญญา คือ แบบแผนการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่า
แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของบุคคลและสังคม การจักสานจากไม้ไผ่มีทำกันมาตั้งแต่สมัยปู่
ย่า ตา ยาย โดยอาศัยไม้ไผ่ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าเมืองไทยซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐๐ ชนิด
แต่ที่นิยมนำมาจักสานกัน ได้แก่ ไม้ไผ่ใหญ่ ที่คนนิยมนำมาปลูกไว้รอบ ๆ หมู่บ้าน เพื่อใช้หน่อเป็นอาหารและใช้ลำต้นมาดัดแปลงทำเครื่องใช้ต่าง
ๆ ที่จำเป็นภายในครอบครัว เช่น ตะกร้า ชะลอม กระออม กระด้ง ตะแกรง กระเชอ ลอบ ไซ กระติบข้าว
หวด หรือมวยนึ่งข้าว ครุ เป็นต้น เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่กล่าวมา ข้างต้นในสมัยก่อนนิยมทำใช้กันเองภายในครอบครัว
ตามความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่นและ การจักสานแต่ละอย่างมีกรรมวิธีที่แตกต่างกัน ยากบ้างง่ายบ้าง
ดังนั้นแต่ละคนจึงมีความถนัดใน การทำไม่เหมือนกัน จึงได้เกิดมีการผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนกันขึ้น
พอมาช่วงหลัง ๆ ไม้ไผ่หายากขึ้น และคนมีงานอื่นทำที่มีรายได้ดีกว่าก็หันไปทำงานอย่างอื่นแทนจึงยังคงเหลืออยู่เพียงบางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้นที่มีความถนัดทางจักสานเป็นพิเศษหันมายึดอาชีพทางการจักสานเป็นอาชีพหลัก
บางคนก็ยึดเป็นอาชีพพรองจากการทำไร่ ทำนา โดยอาศัยทำในเวลาว่าง ตอนเย็นหรือกลางคืนที่กลับ
จากไร่นาแล้ว เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง การจักสานจากไม้ไผ่นั้นสามารถ
นำมาดัดแปลงทำเครื่องใช้ได้หลายอย่าง ดังที่กล่าวมาแล้ว สาเหตุสำคัญที่นิยมนำเอาไม้ไผ่มา
จักสานก็เพราะว่าไม้ไผ่หาง่าย ไม้แปรรูปได้ง่ายมีความเหนียวสามารถจักเหลา แต่ง ได้หลายขนาด
ง่ายแก่การตัด แต่ง ง่ายต่อการนำมาประกอบกันเป็นรูปทรงตามที่ต้องการ
ซึ่งได้สั่งสมปฏิบัติสืบต่อกันมากระด้ง ของชาวอีสานเป็นภาชนะตากแห้งเมล็ดพืชและอาหารที่ทางคุณค่ามากด้วยภูมิปัญญา
นอกจากนี้ ยังใช้รองในการทำขนม ตัวกระด้ง ทำมาจากไม้ไผ่ และในการสานกระด้ง นั้น
จะสานจากส่วนกลางให้เรียบร้อยก่อน แล้วจากนั้นจะทำการตัดขอบ
และดัดให้โค้งเป็นวงกลมเพื่อที่จะทำสันกระดังหรือขอบกระด้ง ซึ่งการทำขอบกระด้ง
นั้น เพื่อให้กระด้งแข็งแรงทนทาน กับการใช้งาน
2.1.1
ประโยชน์ของไม้ไผ่
ทั่วทุกภูมิภาคของไทย
มีไผ่ชนิดต่างๆหลากหลายชนิดขึ้นอยู่ทั่วไป ช่วยให้ภูมิทัศน์ของบ้านชนบทงดงาม ร่มเย็น
ไผ่มีทั้งชนิดลำใหญ่และลำเล็ก แต่ละชนิดมีประโยชน์ใช้สอยหลากหลาย เป็นวัตถุดิบที่หาง่าย
จึงมีต้นทุนต่ำในการนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตสิ่งของ อาจจำแนกประโยชน์ของไผ่ได้หลายประการ
ดังนี้
1.ประโยชน์ในการประกอบหรือสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย
ในชนบทการสร้างบ้านตามวัฒนธรรมไทยนั้น จะใช้วัสดุจากธรรมชาติ ได้แก่ ไม้ไผ่ ไม้ยืนต้นต่างๆ
เช่น ไม้สัก ไม้แดง ไม้เต็ง แต่ครอบครัวทั่วไปที่มีรายได้น้อย จะใช้ไม้ไผ่เป็นหลักเนื่องจากหาได้ง่าย
เรียกว่า เรือนเครื่องผูก เพราะใช้ได้หลายส่วนของบ้าน เช่น โครงบ้าน โครงหลังคา เสา
คาน ประตู หน้าต่าง บันได รั้วพื้น โดยเลือกไผ่ชนิดเนื้อหนาซึ่งมีความคงทนต่อดินฟ้าอากาศ
ทนแดด ทนฝน บ้านที่ใช้ไม้ไผ่ประกอบจะอยู่เย็นสบาย เพราะอากาศถ่ายเทได้ดี มีประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของครอบครัว
เมื่อผุพังส่วนใดก็เปลี่ยนได้
2.ประโยชน์ในการทำเครื่องเรือน
เครื่องแต่งบ้าน เช่น ประกอบเป็นโต๊ะ เก้าอี้ เตียงนอน แคร่นั่งพักผ่อนหรือรับแขก สนทนากันในหมู่สมาชิกในบ้านหรือผู้มาเยี่ยมเยือน
เปลนอนของเด็ก มู่ลี่ กรอบรูปสานเป็นเสื่อรองนั่ง ฯลฯ
3.ประโยชน์ในการทำเป็นอาวุธ
เช่น ใช้ไผ่เล็ก ทำขวาก โดยตัดปลายทแยงข้างหนึ่ง หรือเสี้ยมทุกด้านให้ปลายแหลมสำหรับต่อสู้แทงสกัดกั้นศัตรูหรือสัตว์ที่รุกล้ำเข้ามา
นำขวากหรือไผ่ปลายแหลมไปปักไว้ในบ่อดักศัตรูหรือดักสัตว์ หรือใช้ไม้ไผ่ชนิดเนื้อเหนียวมีแรงดีดคืนตัว
ทำคันธนู คันยิงกระสุน ทำลูกธนู ลูกดอก ทำเป็นไม้ตะบด ไม้พลอง สำหรับการต่อสู้
4.ประโยชน์ใช้ในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
เช่น ทำตะเกียงให้แสงสว่าง โดยใช้ข้อปล้องบรรจุน้ำมัน วางไส้เทียนไว้ตรงกลาง จุดไฟให้แสงสว่างได้นาน
สานเป็นกล่องข้าว กระติบข้าว กระเชอ หวดนึ่งข้าว กระบุง ตะกร้า กระเป๋าถือสตรี กระจาด
กระชอน หีบหรือกล่องไม้ใส่ของ แจกัน ถ้วย โครงพัด โครงหมวก รองเท้าสาน จักเป็นตอกใช้รัดมัดของ
เช่น มัดข้าวต้มผัด มักกำดอกไม้ กำผัก ฯลฯ
5.ประโยชน์ใช้ทำเครื่องมือประกอบอาชีพ
เช่น เครื่องมือจับปลา จับสัตว์น้ำ ข้อง กระชัง ไซ ตุ้ม อีจู้ ลอบ สุ่ม เครื่องมือก่อสร้าง
กระบุง บุ้งกี้ เข่งปลาทู คราด ครุ ไม้คาน เครื่องใช้ในการเพาะปลูก ค้างต้นไม้ ไม้ค้ำยันต้นไม้
โค้งไม้ปักให้เถาไม้เลื้อยเกาะ ไม้สอยผลไม้ พะองปีนต้นไม้ ไม้พาดข้ามท้องร่องหรือค้ำฝันเวลาเดินข้ามท้องร่อง
ใช้เป็นไม้ค้ำถ่อเรือ
6.ประโยชน์ใช้ทำเครื่องดนตรี
หลายประเทศหลายเชื้อชาติ โดยเฉพาะในเอเชีย ใช้ไม้ไผ่ทำเครื่องดนตรีกันมาก เช่น ขลุ่ย
ทำจากเลาไม้ไผ่ ขลุ่ยญี่ปุ่น ขลุ่ยจีน ขลุ่ยไทย ทำเครื่องดนตรีกำมะลิบ (Kamelin) ของอินโดนีเซียและมาเลเซีย
อังกะลุง ของอินโดนีเซีย แคนของภาคอีสานของไทย และเครื่องดนตรี "แบมบูลิน"
ซึ่งมีผู้ประดิษฐ์จากไม้ไผ่ ลักษณะคล้ายไวโอลิน แบมบูลินนี้ส่งเข้าประกวดชนะในการประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น
ที่สภาวิจัยแห่งชาติด้วย
7.ประโยชน์ของไผ่ในการทำยารักษาโรค
เช่น ใช้รากไผ่ ขุยไผ่ใบไผ่ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆตามตำรายาสมุนไพรโบราณ
8.ประโยชน์ใช้เป็นอาหารหรือประกอบในการทำอาหาร
ไผ่มีอยู่ทุกภาคใกล้ชิดกับชีวิตของคนไทยมาก สามารถใช้ทุกส่วนเป็นประโยชน์ได้ โดยเฉพาะ
หน่อไผ่ เป็นอาหารที่คนไทยทุกภาคนิยมใช้ประกอบอาหารตามสูตรที่นิยมกันในภูมิภาคของตน
เช่น ใช้หน่อไม้ทำซุบหน่อไม้ของอีสาน ผัดหน่อไม้ใส่ไข่ แกงเผ็ดใส่หน่อไม้ แกงกะทิหน่อไม้ดอง
ต้มแกงจืด หน่อไม้ไผ่ตงกับกระดูกหมูและเห็ดหอม มีสูตรอาหารที่ใช้หน่อไม้นับหลายสิบสูตร
ใบไผ่เป็นอาหารสัตว์ เช่น หมีแพนด้า หรือใช้เป็นเครื่องประกอบการทำอาหาร เช่น กระบอกไผ่บรรจุข้าวเหนียวกะทิเผาเป็นข้าวหลาม
ใบไผ่ใช้ห่อขนมจ้าง ขนมบะจ่าง ใช้ไม้ไผ่ทำตะเกียบคีบอาหาร ทำเป็นมีดตัดอาหาร ทำไม้เสียบลูกชิ้นไก่
หมู เนื้อ ย่าง ฯลฯ
9.ประโยชน์ของไผ่ในการสักการะหรือตามความเชื่อ
เช่น ใช้ไม้ไผ่เกลาให้คม เป็นมีดตัดสายสะดือเด็กเกิดใหม่ ทำก้านธูป ทำดอกไม้ไฟ กระบอกพลุ
ตะไล ไฟพะเนียง เป็นกระบองบรรจุน้ำมันเป็นตะเกียงตามไฟ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เจดีย์
หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เรียกว่า ตามประทีป ใช้สานเป็นโครงสร้างของโคมไฟห้อยบูชา
10.ประโยชน์ใช้ทำเครื่องประดับ
เช่น กำไลข้อมือ ปิ่นปักผม
11.ประโยชน์ในการสื่อสาร
สมัยโบราณใช้กระบอกไม้ไผ่บรรจุพระราชสาสน์ สาสน์ และบรรจุม้วนแผ่นหนัง หรือม้วนกระดาษส่งข่าวถึงกัน
จีนใช้ไม้ไผ่จารึกตัวอักษรคัมภีร์การยุทธ์หรือตำราต่างๆ การนำไผ่มาใช้ ควรตัดไผ่ที่มีอายุ
๓ ปีขึ้นไป และตักในฤดูกาลเหมาะสมขณะที่ไผ่หยุดเจริญเติบโต คือในฤดูร้อน หรือฤดูหนาว
และเมื่อตัดมาแล้ว ควรเก็บรักษาไว้ในที่แห้ง อากาศถ่ายเทได้เพื่อป้องกันเชื้อรา ในการนำไปใช้ยังมีวิธีการที่จะทำให้แข็งแรงสวยงาม
ซึ่งต้องศึกษากรรมวิธีต่อไปนับได้ว่าไผ่เป็นไม้มีคุณค่าและมีประโยชน์สูงมาก จัดได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง
ในปัจจุบันมีการผลิตงานศิลปะพื้นบ้านกันหลากหลาย (โอท็อป) ไผ่ก็มีบทบาทในการผลิตดังกล่าวด้วย
จึงมีการตัดไผ่ไปใช้งานจำนวนมาก แต่เนื่องจากไผ่เป็นไม้โตเร็ว ขึ้นได้ดีทุกสภาพดินและอากาศ
จึงยังไม่พบปัญหาขาดแคลนไม้ไผ่ อย่างไรก็ดี ควรมีการส่งเสริมสนับสนุนให้ปลูกไผ่ทดแทน
และศึกษาพัฒนาพันธุ์ไผ่เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากไผ่ได้มากและยืนนาน และการนำไผ่ไปใช้ประโยชน์
ควรใช้อย่างประหยัดตามความจำเป็น
2.1.2 การทำกระด้งจักสานจากไม้ไผ่
กระด้ง เป็นอุปกรณ์ที่ม้งใช้ในการล่อนข้าวหรือตากเมล็ดพันธุ์ต่างๆ
นอกจากนี้ ยังใช้รองในการทำขนม ตัวกระด้งทำมาจากไม้ไผ่
และในการสานกระด้งนั้นจะสานจากส่วนกลางให้เรียบร้อยก่อน แล้วจากนั้นจะทำการตัดขอบและดัดให้โค้งเป็นวงกลมเพื่อที่จะทำสันกระดังหรือขอบกระด้ง
ซึ่งการทำขอบกระด้งนั้นเพื่อให้กระด้งแข็งแรงทนทานกับการใช้งาน
ส่วนมากม้งจะนำไปผิงไฟไว้ เพื่อให้เนื้อไม้ไผ่แห้งสนิท สีสวย
ลักษณะของเครื่องมือ: กระด้ง
ทำมาจากไม้ไผ่โดยการทำเป็นตอกแล้วเอามาจักสาน ลักษณะแบนกลม มีขอบสูงขึ้นมาเล็กน้อย
เรียกว่า ขอบกระด้ง มีหลากหลายขนาดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้
กระด้งนอกจากจะใช้แยกเปลือกกับเมล็ดแล้วยังสามารถใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก เช่น
ใช้ตากปลา ใช้รองสำรับข้าว หรืออื่นๆ ตามแต่ผู้ใช้จะนำไปใช้ การใช้ประโยชน์: หลังการเก็บเกี่ยว
และเก็บรักษา อธิบายการใช้ประโยชน์: กระด้ง
เป็นภาชนะใช้สำหรับฝัดข้าวเพื่อแยกเอาเศษผงฝุ่น แกลบ ออกจากเมล็ดข้าว
หรือเมล็ดพันธุ์ชนิดอื่นที่มีเปลือก ซึ่งเป็นการคัดแยกระหว่างข้าว หรือเมล็ด
และเปลือกออกจากกัน โดยชาวนาจะนำข้าวที่ตำแล้ว
วางใส่ไว้ในกระด้งและทำการฝัดโดยใช้มือทั้งสองข้างจับขอบปากกระด้ง แล้วทำการร่อน
โดยให้กระด้งขึ้นลงเพื่อฟัดเศษหรือเปลือกข้าวก็จะปลิวตามแรงลม
เนื่องจากน้ำหนักเบามาก จะได้เมล็ดที่มีน้ำหนักหล่นที่กระด้ง
กระด้งจักสานจากไม้ไผ่มี 2 ชนิด
1.ด้งฝัดข้าว หรือเรียกว่า ด้ง
โดยทั่วไป ๆ มีรูปร่างกลม แต่ค่อนข้างรีเล็กน้อย คือตอนหัวหรือด้านหนึ่งแหลม
ส่วนด้านตรงข้ามกลมมน สานด้วยไม้ไผ่ใช้สำหรับฝัดข้าว ร่อยข้าว
โดยเฉพาะบ้างครั้งใช้เป็นที่นอนของเด็กอ่อน โดยวางเบาะลงบนด้งอีกทีหนึ่งก็ได้
2.ด้งมอน คำว่า " มอน "
ในภาษาปักษ์ใต้มีความหมายได้ 3 อย่าง คือ หมายถึง กลม
หรือหมายถึง เฝ้าวนเวียนที่จะทำมิดีมีร้าย แต่ด้งมอนหมายถึง ด้งที่มีรูปร่างกลม
ด้งมอนโดยทั่วไปใหญ่กว่าด้งฝัดข้าวถึงเท่าตัว ใช้สำหรับตากข้าวเปลือก
หรือตากสิ่งของอื่น
นอกจากนี้กระด้งเกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อที่ยึดถือสืบต่อกันมาแต่โบราณด้วย
เช่นห้ามนำกระด้งขึ้นไปบนยุ้งข้าว เพราะจะทำให้ขวัญข้าวหรือแม่โพสพหรือเทพธิดาแห่งข้าวไม่พอใจแล้วหนีไปไม่คุ้มครองเป็นมิ่งขวัญ
ทำให้การทำนาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ความเชื่อนี้แม้จะหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมแม่โพสพจึงไม่กระด้งแต่ก็เป็นความเชื่อที่เชื่อถือสืบต่อกันมาแต่โบราณความเชื่อที่เกี่ยวกับกระด้งอีกอย่างหนึ่งคือ
จะต้องเก็บรักษากระด้งไว้ให้ดี ถือว่ากระด้งเป็นของสำคัญต้องเก็บไว้ในที่สูง เช่น ตามชายคา
หรือเหนือเตาไฟในครัวเพื่อให้ควันไฟช่วยรักษาเนื้อไม้ไม่ให้มอดหรือแมลงกัดกิน และช่วยให้เส้นตอกแน่น
มีสีดำอมแดงดูสวยงามอยู่เสมอ
การที่ชาวบ้านเก็บรักษากระด้งไว้ในที่สูงไม่ให้เด็ก นำไปเล่นนั้น
อาจจะมาจากความเชื่อที่ว่า แม่โพสพเป็นผู้มีพระคุณให้ข้าวเลี้ยงชีวิตมนุษย์ จึงควรเก็บรักษากระด้งฝัดข้าวไว้ให้ดี
การเก็บรักษากระด้งนี้นอกจากจะใช้ควันไฟจากการหุงหาอาหารช่วยเคลือบผิวแล้ว บางครั้งจะทำด้วยน้ำมันยางทาขี้ชันผสมรำข้าว
ซึ่งจะช่วยให้ใช้ได้นาน ถ้าพิจารณาจากความเชื่อนี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นอุบายของคนโบราณที่จะรักษากระด้งไว้ให้คงทน
ใช้งานได้นาน เพราะกระด้งสานยากจะต้องใช้ความละเอียดประณีตมาก
การสานกระด้งลายขอ ยังมีสานกันอยู่บริเวณพื้นที่ราบที่มีการทำไร่
ทำนา และยังมีช่างสานกระด้งลายขอฝีมือดีอยู่บ้างแต่ไม่มากนักเพราะการสานกระด้งลายขอต้องใช้ความพยายามและต้องมีความละเอียดประณีตใช้เวลามาก
อย่างไรก็ตาม กระด้ง เป็นเครื่องจักสานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นชัดเจนอย่างหนึ่ง
นอกเหนือไปจากสภาพทางภูมิศาสตร์สภาพการดำรงชีวิต ความเชื่อ ขนบประเพณีและศาสนา ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างเครื่องจักสานแล้ว
วัตถุดิบท้องถิ่นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เครื่องจักสานมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ต่างไปจากภาคอื่นๆ
ด้วย นอกจากนี้เครื่องจักสานชนิดต่างๆ ของภาคใต้ จะเห็นได้ว่าบางชนิดเป็นเครื่องจักสานที่มีประโยชน์
ในการใช้สอย เช่นเดียวกับเครื่องจักสานภาคอื่น แต่มีรูปแบบ ลวดลาย และใช้วัตถุดิบที่แตกต่างไปจากเครื่องจักสานภาคอื่นๆ
มีลักษณะเฉพาะถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
2.2
เว็บไซต์ ( Website )
เว็บไซต์
(อังกฤษ: Website, Web site หรือ Site)
หมายถึง หน้าเว็บเพจหลายหน้า ซึ่งเชื่อมโยง กันผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์
ส่วนใหญ่จัดทำ ขึ้นเพื่อนา เสนอข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยถูกจัดเก็บไว้ใน
เวิลด์ไวด์เว็บ หน้าแรกของเว็บไซต์ที่เก็บไว้ที่ชื่อหลักจะเรียกว่า โฮมเพจ
เว็บไซต์โดยทั่วไปจะ
ให้บริการต่อผู้ใช้ฟรีแต่ในขณะเดียวกันบางเว็บไซต์จำเป็นต้องมีการสมัครสมาชิกและเสียค่าบริการ
เพื่อที่จะดูข้อมูล ในเว็บไซต์ ซึ่งได้แก่ข้อมูลทางวิชาการ
ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์หรือข้อมูลสื่อต่างๆ ผู้ทำ เว็บไซต์มีหลากหลายระดับ
ตั้งแต่สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว จนถึงระดับเว็บไซต์สำหรับธุรกิจหรือ องค์กรต่างๆ
การเรียกดูเว็บไซต์โดยทั่วไปนิยมเรียกดูผ่านซอฟต์แวร์ในลักษณะของ เว็บเบราว์เซอร์
หลักในการออกแบบเว็บไซต์
ขั้นตอนที่
1 กำหนดโครงสร้างของเว็บไซต์
การสร้างเว็บไซต์นั้นควรเริ่มจากการสร้างแผนผังของเว็บไซต์ก่อน
หรือที่เรียกว่า Site Map
ขั้นตอนที่ 2
กำหนดการเชื่อมโยงระหว่างเว็บเพจ
กำหนดการเชื่อมโยงให้เว็บเพจแต่ละหน้าเชื่อมโยงถึงกันเพื่อให้กลับไปกลับมา
ระหว่างหน้าต่าง ๆ ได้
โดยแสดงชื่อไฟล์ HTML แต่ละไฟล์ที่มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
ขั้นตอนที่
3 การออกแบบเว็บเพจแต่ละหน้า
สามารถออกแบบหน้าเว็บเพจแต่ละหน้าให้สวยงาม
โดยเฉพาะในเว็บเพจหน้าแรก ซึ่งเรียกว่า
โฮมเพจนักเรียนควรออกแบบให้สวยงามเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมในขั้นตอนการออกแบบ
นี้ บางทีอาจเรียกว่าการออกแบบเลย์เอาท์ (Lay Out) สามารถทา ได้โดยการเขียนลงในกระดาษ หรือใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบก็ได้
ขั้นตอนที่ 4 การสร้างเว็บเพจแต่ละหน้า
นำเว็บเพจที่ออกแบบไวม้าสร้างโดยใช้ภาษา html หรืออาจใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น FrontPage,
Macromedia Dreamweaver หรือโปรแกรมสำเร็จรูปอื่น
ๆ ตามความถนัด
ขั้นตอนที่
5 การลงทะเบียนขอพื้นที่เว็บไซต์
การเผยแพร่เว็บไซต์ที่สร้างเสร็จแล้ว
เข้าสู่ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้บุคคลอื่นๆ สามารถเข้าชมเว็บไซต์ของเราได้ วิธีการ คือ
นำเว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นไปไว้บนพื้นที่ที่ให้บริการ (Web Hosting) ซึ่งมีพื้นที่ ที่ให้บริการฟรี
และแบบที่ต้องเสียค่าบริการ
ขั้นตอนที่
6 การอัพโหลดเว็บไซต์
หลังจากสร้างเว็บไซต์และลงทะเบียนขอพื้นที่สำหรับฝากเว็บไซต์แล้ว ให้ใช้โปรแกรม สำ หรับอับโหลด (Upload) เช่นโปรแกรม CuteFTP เพื่อให้คนทั่วโลกสามารถเข้าชมเว็บไซต์ของเรา
ผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
หลักในการสร้างเว็บเพจ
1.
การวางแผน
กำหนดเนื้อหา ก่อนลงทำเว็บ
เราจะต้องรู้ว่าเราจะทำเว็บเกี่ยวกับอะไร เนื้อหาเป็นอย่างไร
กลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มใด ทั้งนี้เพื่อที่เราจะไดนำเนื้อหา
เหล่านั้นมาใส่ในเว็บเพื่อแสดงให้เห็นว่าเนื้อหา โดยรวมเกี่ยวกับอะไร เช่น
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ต้องมีข้อมูลของคอมพิวเตอร์แต่ละชนิด ลักษณะ
ราคาแต่ละรุ่นและสถานที่ขาย เป็นต้น
ออกแบบมุมมองในหน้าเว็บ (LayOut) คือการจัดวางองค์ประกอบในเว็บเพจว่าส่วนใดควรจะ
มีอะไร อาจทำโดยการร่างใส่กระดาษเปล่า ๆ ไว้ก่อนหรือใช้โปรแกรมแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการ
ออกแบบก็ได้
การใช้ตารางช่วยในการจัดองค์ประกอบในหน้าเว็บนั้นจะทำ ให้เว็บเพจมีความเป็น
ระเบียบยิ่งขึ้น และสะดวกต่อการแก้ไข ปรับปรุง
2. การเตรียมการ
เช่น การเตรียมการด้านข้อมูลทั้งที่เป็นเนื้อหา
ภาพ เสียง หรือสิ่งจำเป็นต่างๆ ที่นักเรียนคิดว่า
ต้องการจะนำเสนอในการทำเว็บเพจนั้น เมื่อเรารู้แล้วว่าเราจะทำเว็บเกี่ยวกับอะไร
การรวบรวมข้อมูลก็ มีส่วนสำคัญย่างยิ่ง เช่น ถ้าจะทำเว็บ เกี่ยวกับ โรงเรียน
ก็ต้องไปหาคติพจน์ประจำ โรงเรียน สีประจำโรงเรียน บุคลากรในโรงเรียน
ประวัติโรงเรียน ฯลฯ มารวบรวมไว้
แล้วหลังจากนั้นก็เอาข้อมูลนั้นมา จัดรูปแบบในเว็บต่อไป
การหาเครื่องมือในการจัดทำ นั้น ก็เป็นเรื่องสำคัญเครื่องมือในที่นี้ หมายถึง
โปรแกรมการทำงานต่าง ๆ เช่นโปรแกรมจัดการรูปภาพ
เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ โปรแกรมในการ
จัดทำเว็บเพจจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปหรือจะใช้ภาษาคอมพิวเตอร์
ในการสร้างต้องเตรียมการให้ พร้อม
3. การจัดทำ
เมื่อวางแผนและเตรียมการเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาจัดทา อาจจะทำคนเดียว หรือทำ เป็นกลุ่ม
โดยใช้เครื่องมือที่เตรียมไว้ซึ่งจะอธิบายถึง วิธีการจัดทา หรือวิธีการสร้างเว็บเพจในลำ
ดับต่อไป
4. การทดสอบและการแก้ไข
การสร้างเว็บเพจทุกครั้งควรจะมีการทดสอบก่อนเผยแพร่ทุกครั้งเพื่อหาข้อบกพร่องแล้วนำมา
แก้ไขการทำเว็บนั้นเมื่อทำเสร็จและอับโหลดไปไว้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์แล้วให้ทดลองแนะนำ
เพื่อนที่ สนิทชิดเชื้อและใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ ลองเปิดดูและให้บอกข้อผิดพลาดมา
เช่น การเชื่อมโยงต่าง ๆ , รูปภาพ และตัวอักษร
ว่าถูกต้องช้าไป หรือเปล่า หากทดสอบจากเครื่องของตนเองแล้ว ข้อผิดพลาด ต่างๆ
มักจะไม่ค่อยปรากฏให้เห็นเนื่องจากว่าข้อมูลต่างๆ
จะอยู่ในเครื่องของตนเองและการเชื่อมโยง ต่างๆ เช่นกัน โปรแกรมจะทา
การค้นหาในเครื่องจนพบ ทา ให้เราไม่เห็นข้อผิดพลาด หลังจากทดสอบ
แล้วให้ดำเนินการแก้ไขข้อผิดพดลาด
5.
การนำเว็บเพจต่าง ๆ มารวบรวมเป็นเว็บไซต์
เมื่อสร้างเว็บเพจเสร็จ จัดรวบรวม และเรียบเรียงหน้าเว็บเพจแต่ละหน้าทำ
การทดสอบ แก้ไข ปรับปรุงเสร็จแล้ว
ก็สามารถเผยแพร่เว็บเพจทั้งหมดออกสู่สาธารณชนในรูปแบบของเว็บไซต์ได้
2.3 Blog คืออะไร
รู้จักกับ Blog
Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog
บางคนอ่านคำ ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web
Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก
(Blog)
ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง
(Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว
หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา
เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก
จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง
จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน
บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ
หรือครอบครัวตนเอง
มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น
เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่
หรือการบันทึกบทความที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ
เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้
หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถแตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย
ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด
หรือสนใจเป็นต้น
จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ
มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง
ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก
และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment
ของบล็อกนั่นเอง
ในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ
Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า แต่ในปัจจุบันนี้
มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย
เช่น WordPress, Movable Type เป็นต้น
ผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก
หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์
นักเขียน ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaq
เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจากการเขียนเป็นงานอดิเรกของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ
แห่งกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี
2004 คนเขียน Blog ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง
ๆ
ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูลตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนกระทั่งเรื่องราวของการประชุมระดับชาติ และจากเหตุการณ์เหล่านี้ นับได้ว่า Blog เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจาก
วีดีโอ , สิ่งพิมพ์ , โทรทัศน์
หรือแม้กระทั่งวิทยุ เราสามารถเรียกได้ว่า Blog ได้เข้ามาเป็นสื่อชนิดใหม่ที่สำคัญอย่างแท้จริงสรุปให้ง่าย
ๆ สั้น ๆ ก็คือ Blog คือเว็บไซต์ที่มีรูปแบบเนื้อหาเป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์
มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น
ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย